Thursday, 20 September 2012

Part 3 : หลักการอดอาหาร

4 เดือน ลดลงไป 7 กก.

เพื่อนๆเคยเห็นอะไร แล้วสะใจตัวเองไหมคะ? ครั้งแรกที่น้องสาวส่งรูปตอนถ่ายกับครอบครัว(ถ่ายเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา) ตกใจตัวเองมาก!!! อ้วนได้ขนาดนี้เลยหรอ!!! ไม่เสียใจที่ลดน้ำหนักเลย.....

จาก Part 2 ที่ผ่านมา เราได้คำนวณความต้องการพลังงานต่อวันกันแล้ว Part นี้เรามาเริ่มต้นวิธีลดความอ้วนแบบถาวร ไม่โยโย่กันดีกว่า

http://www.blogger.com/blogger.g?blogID=2434729251855610018#editor/target=post;postID=7925650803002903589 << link Part 2

เดือนแรก 
เช้า
แกงจืดพลังงานประมาณ 150 กิโลแคลลอรี่
โยเกิร์ตแบบไขมันต่ำประมาณ 100 กิโลแคลลอรี่














เที่ยง
อาหารตามอัธยาศัย เพราะบางทีไปต้องไปกินข้างนอกบ้าน แต่ขอเป็นซุปและงดของทอดแบบเด็ดขาด และคำนวณไว้ในใจว่าห้ามเกิน 400 กิโลแคลลอรี่

เย็น
แกงจืด หรือ น้ำพริกผักสด ตามสะดวก แต่อย่าเกิน 200 กิโลแคลลอรี่

เรากินอาหารครบ 3 มื้อ เผลอๆกินบ่อยกว่าด้วยซ้ำ เพราะช่วงแรกร่างกายต้องการการปรับตัว เราไม่ควรงดอาหารทันที การงดอาหารทันทีจะทำให้ร่างกายรู้สึกว่าขาดอาหาร และไม่ยอมเอาพลังงานไปใช้ เพราะร่างกายของเราก็กลัวตายเหมือนกัน พอเรากินเข้าไปอีกก็กลายเป็นสะสม ทำให้โยโย่นั่นเอง

วิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือ ค่อยๆปรับขนาดกระเพาะอาหารให้มีขนาดเล็กลง สร้างนิสัยการกิน


  • ถามว่าเราใช้ยาช่วยไหม? ยอมรับว่า ใช้
  • แล้วมันได้ผลรึเปล่า? ยาเป็นตัวช่วยทำให้เร็วขึ้น แต่หลักๆคือ เราเองว่าจะปรับพฤติกรรมได้ไหม ปรับได้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวช่วย



จากการวิจัยพบว่า หากเราสามารถควบคุมแคลอรี่ ให้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการต่อวันลง 500 กิโลแคลอรี่ เราจะสามารถ ลดน้ำหนักได้อาทิตย์ละ 0.5 กก.


หลักการอดอาหาร

คำว่า อด (fasting) แปลว่ากินน้อยกว่า 800 แคลอรีต่อวัน ซึ่งการอดมีหลายวิธี เช่น อดด้วยน้ำผลไม้ อดด้วยน้ำมะนาว อดด้วยการกินผลไม้อย่างเดียว เป็นต้น

ในระหว่างอดนั้นตามหลักวิทยาศาสตร์จะทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงเป็น 4 ระยะ

1.ระยะหิว เกิดขึ้น 3-6 ชั่วโมงหลังอด ใครที่กินข้าวตั้งแต่ 6 โมงเช้า ระดับน้ำตาลในเลือดจะค่อยๆ ลดต่ำลง ร่างกายจะกระตุ้นให้เรารู้สึกหิว ถ้ากินอาหารเข้าไประดับน้ำตาลก็จะสูงขึ้นตามเดิม แต่ถ้าไม่กินอะไรเลย ร่างกายก็จะเข้าสู่ระยะที่สอง


2.ระยะโหย 6-12 ชั่วโมงถัดมา ร่างกายจะสลายไขมันออกมาใช้ นี่คือหลักการลดน้ำหนัก เราจะต้องผ่านระยะนี้ไปให้ได้ เพราะคนที่อดจะไม่เคยชิน เพราะท้องว่าง รู้สึกโหวงๆ อ่อนเพลียเล็กน้อย เพราะร่างกายได้นำเอาพลังงานจากไขมันออกมาใช้

3.ระยะซ่านพิษ 12-24 ชั่วโมงถัดมาอีก ร่างกายสลายไขมันมาเป็นพลังงานมากขึ้น ร่างกายจะเป็นกรดเล็กน้อย จะมีอาการไข้ต่ำๆ ปวดหัว ง่วงนอน มึนศีรษะ หงุดหงิด ครั่นเนื้อครั่นตัว กระสับกระส่าย ภาษาแพทย์เรียกว่า ซ่านพิษ เพราะพิษที่สะสมไว้สลายมาพร้อมไขมัน ร่างกายจึงพยายามขับออก ขอแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ และนอนพัก

ถ้าคุณผ่านระยะนี้ไปได้ การอดของคุณก็ง่ายแล้ว ที่อดไม่ได้เพราะอาการต่างๆ มันรบกวนให้คุณตบะแตกเสียทุกทีไป

4.ระยะปลอดพิษ อาการต่างๆ ในระยะซ่านพิษจะหายไปหมด ฉะนั้นในการอดวันที่ 2 จะง่ายกว่ามาก

ช่วงอาทิตย์แรก เป็นช่วงที่ทรมาณที่สุด เราจะกินซุปบ่อยๆ ไปไหนพกกล่องข้าวน้อยอันนึง หิวก็ควักมาซดซุปแบบไม่สนใจใครจะมอง (มองแบบนี้ อย่ามามองตอนฉันผอมแล้วละกัน ชิๆๆ)

การปรับพฤติกรรมของร่างกาย ถ้าผ่านเดือนแรกไปแล้ว เดือนต่อไปก็จะง่ายขึ้น ทำให้เป็นนิสัย 

Part 2 : มารู้จักมวลร่างกาย เพื่อเป้าหมายที่ถูกต้อง



     คนอ้วน มีอยู่ 2 ประเภท คือ อ้วนจริงๆ กับ อ้วนเพราะคิดว่าอ้วน แล้วเราจะวัดกันยังไงว่าเราอ้วนหรือเปล่า เรามาดูดัชนีมวลร่างกายของเรากันเถอะค่ะ


การวัดดัชนีมวลร่างกาย Body Mass Index (BMI) คือ อัตราส่วนระหว่างน้ำหนักต่อส่วนสูง ที่ใช้บ่งว่าอ้วนหรือผอม


คำนวนได้จาก


BMI = น้ำหนัก (กิโลกรัม)
_____________________________

ส่วนสูง (เมตร) x ส่วนสูง (เมตร)


น้อยกว่า 18.5 =ผอม
ระหว่าง 18.5 -24.9 =สมส่วน
ระหว่าง 25-29.9 =น้ำหนักเกิน
มากกว่า 30 =อ้วน
มากกว่า 40 =อ้วนอันตราย!!!!


ลองคำนวนดูรียัง คุณอ้วนหรือผอมคะ แต่เราว่า อ้วนหรือไม่มันวัดได้จากสายตาและไซส์เสื้อผ้าที่ใส่อยู่นะคะ ^^*


รู้จักร่างกายกันแล้ว มารู้จัก BMR (Basal Metabolic Rate) คือการคำนวณหาจำนวนแคลอรี่ที่ร่างกายคุณต้องการใช้ โดยอ้างอิง จาก อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และวิถีชีวิตประจำวัน ถึงแม้ยามนอนหลับ ร่างกายก็ยังคงต้องการพลังงานตลอดเวลากันบ้าง




ตัวอย่างสูตรคำนวน BMR มีดังนี้


เพศชาย BMR = 66 + [13.7 x นน.(กก.)] + [5 x ส่วนสูง(ซม.)] – [6.8 x อายุ]

เพศหญิง BMR = 655 + [9.6 x นน.(กก.)] + [1.8 x ส่วนสูง(ซม.)] – [4.7 x อายุ]



ยกตัวอย่าง จากก่อนที่เราจะเริ่มลดความอ้วนนะคะ 655 + [9.6 x 57] + [1.8 x160] – [4.7 x 29]=1,354

  • ถ้าคุณไม่ออกกำลังกายเลย = BMR x 1.2
  • แต่ถ้าออกกำลังกายบ้าง 1-3 ครั้งต่อสัปดาห์ = BMR x 1.375
แน่นอนว่าถ้าออกมากขึ้นตัวคูณก็เพิ่มขึ้น พลังงานที่ต้องการก็ต้องใช้มากขึ้น

    ส่วนเราไม่ออกกำลังกายเลย เพราะไม่ชอบความเหนื่อยอย่างที่สุด อยากผอมก็คงต้องห้ามกินเกินวันละ 1,354x1.2=1,624 กิโลแคลลอรี่นะ!!!! แล้วกินอะไรได้บ้างหล่ะ เดี๋ยวรอบหน้าเราจะมาบอกถึงวิธีการที่เราใช้จริง ผอมจริง




Saturday, 4 August 2012

Part 1 : ความเป็นมา

@Geelong,Australia
ชื่อ  Title  ดูเป็นทางการมากกกกก Blog นี้เราอย่กจะแชร์ในเรื่องสุขภาพและความสวยความงาม ในแบบที่ศึกษามาและทดลองทำเอง ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้างก็จะมาเล่าสู่กันฟัง ผิดถูกประการใดเพื่อนๆช่วยบอกทีนะคะ ขอบคุณค่าาาา